ผีเสื้อ

ผีเสื้อ

ผีเสื้อ แมลงชื่อน่ากลัว แต่กลับช่วยเติมเต็มโลกใบนี้ให้มีสีสัน

ผีเสื้อ เป็นแมลงชนิดหนึ่ง ที่น้อยคนนักจะไม่รู้จัก หรือจะเรียกว่าเป็นแมลงที่ผู้คนรู้จักกันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เราสามรถพบเห็นผีเสื้อได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสวนดอกไม้ หรือทุ่งหญ้า ทราบหรือไม่ว่า ผีเสื้อนั้นชื่นชอบที่จะสัมผัสแสงแดดในเวลากลางวัน ที่มีอากาศแจ่มใสเป็นที่สุด เราจะสามารถเห็นผีเสื้อบินไปบินมา เพื่อหาคู่ ผสมพันธุ์ หรือโฉบไปตามดอกไม้ต่างๆ เพื่อที่จะดูดกินน้ำหวานของโปรด

ผีเสื้อบางชนิดอาจพากันเกาะกลุ่มเป็นฝูงใหญ่อยู่ตามพื้นดินที่เปียกชื้น ให้หลายคนสงสัยว่า ผีเสื้อเหล่านั้นทำอะไรกัน แน่นอนว่ามันไม่ได้กำลังเกาะเล่นนิ่งๆ แต่กำลังร่วมงานปาร์ตี้ ดูดกินน้ำเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในดินต่างหาก

ผีเสื้อ

กล่าวถึงเฉพาะแมลงที่มีชื่อว่า ผีเสื้อ ในโลกนี้มีไม่น้อยกว่า 200,000 ชนิด เลยที่เดียว ดูจากตัวเลขแล้วก็น่าตกตะลึงอยู่ไม่น้อย เพราะคิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนชนิดสัตว์ทั้งหมด นักชีวิวิทยาแบ่งผีเสื้อออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ ผีเสื้อกลางวัน และ ผีเสื้อกลางคืน ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีรูปร่างและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน

ในจำนวน 200,000 ชนิดของผีเสื้อนั้น พบว่าเป็นผีเสื้อกลางวันเพียง 20,000 ชนิดเท่านั้นเอง ส่วนที่เหลืออีกมากมายหลายเท่ากว่า ก็คือชนิดของผีเสื้อกลางคืน ซึ่งมีการคาดคะเนว่า อัตราส่วนจำนวนชนิดของผีเสื้อกลางวันต่อผีเสื้อกลางคืนเป็น 1 ต่อ 10

นอกจากเจ้าแมลงแสนสวยนี้จะมีความหลากหลาย ทั้งในเรื่องของสีสัน ไปจนถึงลวดลายของปีกแล้ว ขนาดของผีเสื้อก็ยังมีความแตกต่างกัน ผีเสื้อกลางคืนที่ใหญ่ที่สุด มีชื่อสมตำแหน่งว่า ผีเสื้อยักษ์ ความกว้างเมื่อกางปีอยู่ที่ 300 มิลลิเมตร สามารถพบได้ตามประเทศต่างๆในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยเองก็ยังพบได้ทั่วไปเช่นกัน

ส่วนผีเสื้อที่มีขนาดจิ๋วที่สุด ก็เป็นผีเสื้อกลางคืนที่พบได้แถบทวีปยุโรป นั่นคือ ผีเสื้อหนอนชอนใบแคระ ที่มีความกว้างขณะกางปีกเพียงแค่ 2 – 3 มิลลิเมตรเท่านั้นเอง

ผีเสื้อ

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า กำเนิดของผีเสื้อนั้น มีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ โดยซากฟอสซิลของผีเสื้อที่เก่าแก่ที่สุด ถูกค้นพบที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีอยู่น้อยมากๆ เป็นเพียงเกล็ดปีกผีเสื้อ 2 – 3 เกล็ด ฝังอยู่ในเรซินที่มีอายุประมาณ 100 ล้านปี แต่ซากฟอสซิลของผีเสื้อที่มีรูปร่างใกล้เคียงกับปัจจุบันมากที่สุด มีอายุประมาณ 25 – 12 ล้านปีเท่านั้นเอง นั่นเป็นปัจจัยที่ชี้ให้เห็นว่า ผีเสื้อยุคปัจจุบันมีต้นกำเนิดในช่วงระยะเวลาดังกล่าว

ผีเสื้อกับดอกไม้ คำกล่าวที่มักจะได้ยินกันบ่อยๆ นั่นอาจเพราะทั้ง 2 อย่าง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก เนื่องจากผีเสื้อจะดูดกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ ผลการสำรวจของนักวิทยาศาสตร์พบอีกว่า พืชมีดอกเริ่มกำเนิดขึ้นในโลก เมื่อประมาณ 100 ล้านปีก่อน ซึ่งมีความใกล้เคียงกับอายุของผีเสื้อที่เก่าแก่มากที่สุด จึงมีผู้สันนิษฐานว่า ผีเสื้อและดอกไม้มีวิวัฒนาการควบคู่กันมา

เมื่อพืชมีดอกขยายพันธุ์และเพิ่มความหลากหลายมากขึ้น ก็ทำให้เกิดแหล่งอาหารมากมายแก่ผีเสื้อ ซึ่งมันเองก็ต้องพยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แมลงชนิดนี้จึงมีวิวัฒนาการไม่ต่างจากสัตว์ชนิดอื่น มันพยายามเพิ่มความสามารถให้ตัวเอง เพื่อที่จะได้ดูดกินน้ำหวานจากดอกไม้ต่างๆให้ได้ดีที่สุด เราอาจพบผีเสื้อบางประเภทที่มีปากคล้ายงวงยาวๆ ก็เพื่อที่จะได้ดูดกินน้ำหวานจากดอกไม้ที่มีรูปทรงเป็นกรวยลึกได้

ปกติปลายงวงปากของผีเสื้อนั้นบอบบาง ไม่สามารถเจาะของแข็งเข้าไปได้ แต่ก็มีผีเสื้อกลางคืนบางกลุ่ม ที่มีปลายงวงปากแข็งแรง สามารถที่จะลิ้มลองความหอมหวานของผลไม้ได้ นั่นก็คือ ผีเสื้อเจาะผลไม้ หรือ ผีเสื้อมวนหวาน ที่ชื่นชอบผลไม้จำพวก เงาะ ลิ้นจี่ ลำไย ส้ม เป็นพิเศษ แต่กลุ่มเกษตรน่าจะไม่ปลาบปลื้มเจ้าพวกนี้สักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าเป็นเหมือนศัตรูพืชตัวสำคัญของสวนผลไม้ เพราะเมื่อผลไม้ถูกเจาะเป็นรู เกิดแผลทำให้เชื้อราผ่านเข้าไปในผลได้ ทำให้ผลเละ เสียหาย สร้างความเดือดร้อนแก่ชวนสวนเป็นจำนวนมาก

ผีเสื้อ

ผีเสื้อ ยังมีพฤติกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง ในที่นี้จะขอกล่าวถึงพฤติกรรมของผีเสื้อกลางวันโดยเฉพาะ เนื่องจากเจ้าแมลงแสนสวยนี้เป็นสัตว์เลือกเย็น ในร่างกายของมันปราศจากกลไกที่จะทำให้มีอุณหภูมิที่คงที่ได้ ดังนั้น เมื่อฤดูหนาวมาเยือน หรือแม้แต่เมื่อมันรู้สึกว่าอากาศเริ่มเย็นลง พวกมันจึงเริ่มโหยหาความอบอุ่น เพื่อให้พวกมันสามารถบินได้ การอบอุ่นร่างกายจึงเริ่มด้วยการ ผึ่งแดด โดยเราจะเห็นผีเสื้อเกาะอยู่ตามพื้นหรือก้อนหิน สยายปีกกว้างออกทั้งสองข้าง เปิดโอกาสให้ทั่วพื้นผิวได้สัมผัสแสงแดดมากที่สุด

‘แมลงแห่งแสงแดด’ เป็นอีกฉายาของผีเสื้อกลางวัน เพราะพวกมันชอบแดดเอามากๆ บางชนิดออกบินตั้งแต่เริ่มเห็นแสงแรกของอรุณ และบินทั้งวันเลยก็มี แต่ผีเสื้อจะหยุดบินเมื่ออากาศครึ้ม มืดสลัว พวกมันจะซ่อนตัวอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ ลักษณะการบินของผีเสื้อก็มีความแตกต่าง และสร้างความน่าอภิรมย์ให้กับผู้พบเห็น ส่วนใหญ่เรามักจะชอบผีเสื้อตัวบางๆ ที่มีปีกใหญ่ บินช้าๆ ลักษณะแบบบินร่อน ซึ่งต่างจากพวกตัวใหญ่แต่ปีกเล็ก ที่เวลาบินจะต้องกระพือปีกให้เร็ว เพื่อพยุงตัวไปในอากาศ

การพักผ่อนของผีเสื้อก็น่าสนใจ พวกมันแต่ละชนิดมีท่านอนเฉพาะแตกต่างกัน ในเวลากลางคืน ส่วนใหญ่ผีเสื้อจะนอนโดยหุบปีก เอาหัวลง และชี้หนวดตรงไปข้างหน้า บางชนิดอาจนอนใต้ใบไม้โดยกางปีกออก เป็นการอำพรางตัวอย่างหนึ่ง บางชนิดก็น่ารักน่าชัง เกาะตามกิ่งไม้เล็กๆแล้วใช้ปีกโอบรอบกิ่งไม้นั้นไว้ แต่ปกติแล้ว พวกมันมักนอนตามลำพังตัวเดียว และอาจบินกลับมานอนที่เดิมอีกในคืนถัดไป

นอกจากสีสันที่สวยงามแล้ว ปรากฏการณ์ที่สร้างความน่าตื่นตาให้กับธรรมชาติของโลกใบนี้ ก็คือการอพยพของผีเสื้อ โดยการอพยพที่ถูกกล่าวขวัญกันมากที่สุด คือการอพยพของผีเสื้อโมนาร์ก ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เมื่อถึงฤดูหนาว พวกมันนับล้านจะพากันบินข้ามจากฝั่งตอนเหนือของอเมริกา และทางใต้ของแคนาดา มุ่งหน้าหาความอบอุ่นไปสู่ทิศใต้ ในเวลากลางคืน มันจะเกาะพักอยู่ตามทุ่งนา หรือทุ่งหญ้ากว้าง เมื่อสว่างก็จะเร่ิมอบอุ่นร่างกาย เพื่อออกบินใหม่อีกครั้ง

การอพยพของพวกมันไปไกลจนถึง รัฐแคลิฟอเนีย รัฐฟลอริดา และประเทศเม็กซิโก ดูเหมือนว่าพวกมันจะไปหาที่เหมาะๆสำหรับวางไข่ จนกระทั่ง ฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้ามาเยือน เหล่าผีเสื้อโมนาร์กก็จะรวมตัวกันอีกครั้ง และพากันบินย้อนกลับสู่ถิ่นเดิม แต่เพราะวงจรชีวิตของพวกมันนั้นสั้น คงไม่มีผีเสื้อตัวไหนอยู่รอดจนกระทั่งบินกลับไปที่เดิมได้อีกครั้ง ดังนั้นกลุ่มที่ยกพลกลับพร้อมกันครั้งนี้ จึงเป็นรุ่นลูกๆหลานๆ ที่ต้องบินกลับไปเป็นระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตรเลยทีเดียว

pgslotgold

สวยขนาดนี้ แต่กลับถูกเรียกว่า ‘ผีเสื้อ’ ที่มาของคำว่า ‘ผีเสื้อ’ นั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่หลายคนสันนิษฐานว่า เพราะความสวยของลวดลายบนปีกเจ้าแมลงตัวนี้นั่นเอง ที่มีความงดงามราวกับเสื้อผ้าที่คนสวมใส่ ประกอบกับการที่มันบินไปมา ดูคล้ายกับเสื้อผ้าที่ลอยอยู่ได้เองเหมือนผีสิง ดังนั้นจึงอาจเป็นที่มาของชื่อเรียกเจ้าแมลงชนิดนี้

ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 บัญญัติคำว่า ‘ผีเสื้อ’ ไว้ว่า ชื่อแมลงทุกชนิดในอันดับ Lepidoptera มีปีกเป็นแผ่นบาง 2 คู่ ลำตัว ปีก และขา ปกคลุมด้วยเกล็ดขนาดเล็กมาก คล้ายฝุ่นเมื่อมองด้วยตาเปล่า เกล็ดเหล่านี้ทำให้เกิดสีต่างๆกัน ปากเป็นงวงยาวม้วนเข้าอยู่ใต้หัวได้ มีทั้งชนิดหากินในเวลากลางวัน เรียกว่า ผีเสื้อกลางวัน และชนิดหากินในเวลากลางคืน เรียกว่า ผีเสื้อกลางคืน แมลงชนิดนี้ ยังถูกเรียกในภาษาท้องถิ่นที่ต่างกันอีก ทั้ง กะเบ้อ กะเบี้ย ก่ำบี้ กะบี้ เป็นต้น

ตามที่เคยกล่าวไว้ ว่าเจ้าผีเสื้อนั้นมีปากเป็นงวงยาว อาหารของพวกมันจึงหนีไม่พ้นของเหลวจากแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะของหวานๆอันโอชะ ไม่ว่าจะเป็น น้ำหวานจากเกสรดอกไม้ น้ำตามดินชื้นๆ ที่อุดมไปด้วยเกลือแร่ต่างๆ ที่ละลายอยู่ น้ำจากผลไม้สุก หรือแม้แต่ผลไม้ที่เน่า มูลสัตว์ ซากสัตว์ บางคนอาจตกใจเมื่อได้รู้ว่า ผีเสื้อบางชนิด กินน้ำตาเป็นอาหาร อย่าง ผีเสื้อปีกปม ที่มักจะดูดดื่มกับน้ำตาของช้างเป็นประจำ

pgslotgold

ผีเสื้อนั้นบอบบาง เป็นสัตว์ชั้นล่างๆของห่วงโซ่อาหาร แต่ศัตรูตัวสำคัญที่ทำลายให้ผีเสื้อบางประเภทมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ก็คือ มนุษย์​ ที่มักจะจับผีเสื้อที่มีรูปร่างแปลกและสวยงามไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการอนุรักษ์แมลงเหล่านี้ขึ้น อนุสัญญาไซเตส ได้กำหนดการห้ามจำผีเสื้อพันธุ์ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ไปจากโลกหลายสกุล ซึ่งเป็นผีเสื้อที่พบในประเทศไทย 3 สกุล ได้แก่ สกุลผีเสื้อภูฏาน, สกุลผีเสื้อถุงทอง และสกุลผีเสื้อไกเซอร์

เจ้าแมลงแสนสวยเหล่านี้ เป็นถึงดัชนี้ชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า หากที่ใดพบผีเสื้อหลากหลายชนิด ย่อมแสดงว่าพงไพรแห่งนั้นมีความสมบูรณ์มากเช่นกัน เหนือสิ่งอื่นใด การเห็นผีเสื้อสีสันสดใสบินโฉบไปมา ก็สร้างความจรรโลงใจในธรรมชาติให้แก่เราได้

ติดต่อเรา

บทความต่อไป Agenda

Recent Posts

เรื่องก่อนหน้า

สอบตำรวจ 63

เรื่องถัดไป

pink panther

เมนู