หมากรุกไทย

หมากรุกไทย

หมากรุกไทย ชั้นเชิงของศิลปะการรบบนกระดานที่สะท้อนความเป็นจริงของชีวิต

หมากรุกไทย เป็นเกมกระดานที่มีมาเนิ่นนาน ว่ากันว่าเริ่มมีการเล่นหมากรุกกันตั้งแต่สมัยสุโขทัย ถึงกระนั้น ปฐมบทของ boardgame ประเภทนี้ในหน้าประวัติศาสตร์โลก มีภูมิหลังอันเก่าแก่มากว่า 5,000 ปีก่อนคริสตกาลเสียอีก แน่นอนว่ากว่าจะกลายมาเป็นหมากรุกไทยที่เห็นอย่างในปัจจุบัน เกมการละเล่นที่แฝงความฉลาดเฉลียวนี้ได้มีวิวัฒนาการมามากมาย ผ่านกาลเวลา ผสมผสานอารยธรรมของแต่ละชนชาติ จนจะเห็นได้ว่าเกมที่มีตัวหมากให้เดินบนกระดานนั้น มีหลากหลายชนิดและการเล่นก็แตกต่างกันไปบ้าง แต่นั่นคือเสน่ห์และนำมาซึ่งคุณค่าอันเปรียบเหมือนศิลปะแขนงหนึ่งของเผ่าพันธุ์ ที่ควรจะต้องได้รับการอนุรักษ์ไว้

หมากรุกไทย

เกมกระดานชนิดแรกในโลกนี้ ตามที่สันนิษฐานกันว่า มีมาก่อนคริสตศักราชประมาณ 5,000 ปี มีหน้าตาไม่ได้ละม้ายคล้ายเกมกระดานในปัจจุบันเลย เพราะเจ้าสิ่งนั้นคือ ลูกเต๋า ซึ่งตัวลูกเต๋าในเวอร์ชั่นแรกก็ไม่ได้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมทรงลูกบากศ์ เหมือนที่เราคุ้นเคยกันในสมัยนี้ แต่กลับมีลักษณะเป็นแท่งแบนหลายๆอัน แต่ละอันจะมีด้านที่ทาสีไว้เพียงด้านเดียว ซึ่งวิธีเล่นก็ไม่ได้ซับซ้อน นั่นคือการโยน ‘ลูกเต๋าแท่ง’ พร้อมกันทีเดียว แล้วนับจำนวนเฉพาะแท่งที่มีด้านสีหงายขึ้น

ส่วนเกมแรกจริงๆ ที่มีอุปกรณ์ครบครัน ทั้งกระดานและตัวหมาก ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า สิ่งนี้ควรเรียกว่า boardgame ชนิดแรกของโลกมากกว่า นั่นคือเกมที่มีชื่อว่า Senet มีหลักฐานการค้นพบเกมชนิดนี้ในช่วง 3,100 ปีก่อนคริสตกาล พบชิ้นส่วนของเกมในสุสาน และต่อมาก็ยังมีการค้นพบภาพวาดของเกม Senet ภายในสุสานอีกด้วย ซึ่งลักษณะกระดานเกม Senet จะมีช่ออยู่ทั้งหมด 30 ช่อง แบ่งเป็น 3 แถว แถวละ 10 ช่อง มีตัวหมากอยู่ 2 ชุด แน่นอนว่าน่าจะเล่นครั้งละ 2 คน แต่วิธีการเล่นกลับไม่แน่ชัด ทำให้นักประวัติศาสตร์ต้องทำงานค้นคว้ากันอย่างหนัก กว่าจะพอทราบกฏกติกาการเล่นที่น่าจะเป็นไปได้

หลังจากนั้นก็มีเกมกระดานในลักษณะที่เล่นแข่งกัน 2 คนเกิดขึ้นอีกมากมาย แพร่หลายออกไปสู่ทั่วทุกมุมโลก รูปแบบความแตกต่างของวัฒนธรรม ทำให้วิถีการละเล่นเริ่มต่างกันออกไป จากเป้าหมายที่เคยนำหมากของตนออกจากกระดานให้มากที่สุด ก็กลายเป็นการวางแผนกำจัดหมากของฝ่ายตรงข้ามออกให้หมดให้ได้ ซึ่งหมากรุกไทยตามประวัติศาสตร์นั้น บางตำราสืบทราบว่ามีการดัดแปลงมาจาก Chaturanga เกมกระดานหมากรุกของอินเดีย ที่มีกติกาการเล่นคล้ายกับหมากรุกสากล

หมากรุกไทย

อย่างไรก็ดี ประวัติของหมากรุกไทย เริ่มเมื่อใดไม่ได้ปรากฏเป็นหลักฐานแน่ชัด เพราะนอกจากจะบอกว่า เริ่มเรื่องราวมาจากตำนานรามเกียรติ์ในอินเดียแล้ว ยังมีบางตำราก็ว่าไทยเรารับอิทธิพลมาจากจีน แต่มีการดัดแปลงเอาเท่าที่เหมาะสมกับวิถีไทย ตัวหมากรุกไทยก็มีการประดิษฐ์ขึ้นในสมัยนี้ด้วย มีกติกาการเดินตามช่องบนกระดาน ซึ่งแบ่งเป็นตารางขนาด 8 คูณ 8 ได้เท่ากับ 64 ช่อง หมากในเกมมี 6 ประเภท อันได้แก่ ตัวขุนจำลองมาจากที่ประทับของกษัตริย์หรือพระโกศ ตัวโคนเลียนแบบจำลองมาจากพระเจดีย์ใหญ่ ตัวเม็ดจำลองมาจากเจดีย์เล็ก ตัวเรือจำลองมาจากป้อมค่ายทหาร เบี้ยจำลองมาจากหมวกทหาร ส่วนม้านำมาจากหัวม้าในละคร

วิธีการเล่นหมากรุกไทยนั้นคล้ายคลึงกับหมากรุกสากล มีผู้เล่น 2 ฝากแข่งขันกัน โดยจะผลัดกันเดินหมากของตัวเองครั้งละ 1 ตา หากมีการเดินหมากไปยังช่องที่มีหมากของฝ่ายตรงข้ามอยู่ หมากของฝ่ายตรงข้ามจะถูกกำจัดออกจากกระดาน เรียกกว่า ‘กิน’ หมากที่มีความสำคัญที่สุดในกระดานคือ ‘ขุน’ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดินหมากไปยังตำแหน่งที่ตาต่อไปสามารถกินขุนได้ จะเรียกว่า ‘รุก’ ถ้าขุนที่โดนรุกไม่สามารถหนีจากการถูกกินได้ในตาต่อๆไป จะถือว่าจบเกมและเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในที่สุด นอกจากนี้ก็ยังมีกติกาที่ละเอียดลงไปอีกเกี่ยวกับการแพ้ชนะหรือเสมอ ซึ่งตัวผู้เล่นหมากรุกเองต้องมีความรู้ในข้อมูลเหล่านี้ จึงจะสามารถนำมาใช้วางแผนกลยุทธ์การเล่นหมากรุกไทยได้อย่างมีชั้นเชิง

หมากรุกไทย

การละเล่นหมากรุกไทยตั้งแต่สุโขทัยนั้น มีไว้เพื่อสร้างความบันเทิงในยามว่างของชนชั้นสูง เนื่องจากผู้เล่นต้องทำความเข้าใจในกฎกติกาในการเล่น เรียกได้ว่าต้องเป็นผู้มีเชาว์ปัญญาพอควร บ่อยครั้งที่เล่นเพื่อความเพลิดเพลินเป็นหลัก แต่ภายหลังเมื่อแพร่หลายในวงกว้าง การเล่นหมากรุกก็เริ่มออกจากเขตในร้วในวัง มาสู่ประชาชนทั่วไป เริ่มกลายเป็นการประลองฝีมือ จนถึงขั้นนำไปใช้เกี่ยวกับการพนันขันต่อก็มี

แต่ถึงอย่างนั้น หมากรุกไทยก็ได้สร้างคุณค่าในฐานะเป็นศิลปะประจำชาติไปแล้ว คงมีไม่กี่ประเทศในโลกนี้ ที่มีเกมกระดานหมากรุกในแบบของตัวเอง อันเป็นการบ่งบอกถึงภูมิปัญญาของชนชาติ เป็นกิจกรรมที่รวมทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าไว้ด้วยกัน ผู้เล่นได้ใช้ทั้งความคิด จิตนาการ และการวางแผนอันน่าทึ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อพิชิตชัยฝั่งตรงข้าม

คุณค่าของภูมิปัญญาที่ว่านี้ ยังแฝงอยู่ในตัวหมากแต่ละตัว จากที่กล่าวไปแล้วว่าหมากต่างๆนั้นจำลองแบบมาจากอะไรบ้าง หน้าที่ของหมากแต่ละตัว รวมไปถึงวิธีการเดินหมากก็แตกต่างกัน ซึ่งลักษณะของหมากแต่ละตัวนั้นก็คิดค้นเลียนแบบมาจากวิถีชีวิตแบบไทยทั้งสิ้น อาทิ ‘ตัวเบี้ย’ เปรียบเสมือนพลทหารแนวหน้า ฝ่าตะลุยไปก่อนเพื่อเปิดทาง และเป็นแนวป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายฝ่าเข้ามาได้โดยง่าย ‘ตัวเรือ’ ผู้ได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ที่สามารถสร้างการทำลายล้างจากระยะไกลได้อย่างดีเยี่ยม ‘ม้า’ บังคับได้ 4 ทิศทาง มีศักยภาพมากพอแม้เหลือเพียงตัวเดียวก็อาจบีบขุนให้จนตรอกได้

‘โคน’ นั้นเป็นดั่งองครักษ์พิทักษ์ขุน แต่ขณะเดียวกันก็บุกทะลวงฝ่ายตรงข้ามในระยะประชิดได้เป็นอย่างดี ‘เม็ด’ เปรียบได้กับองคมนตรี คอยป้องกันขุนอีกแรงไม่ให้ได้รับอันตราย และยังสร้างความปั่นป่วนให้อีกฝ่ายไปพร้อมกัน และ ‘ขุน’ แม่ทัพตัวสำคัญของเกมกระดานนี้ ที่จะต้องป้องกันให้ดี ถ้าพลาดท่าเสียที โดยที่หมากตัวอื่นๆ ยังเต็มกระดาน ก็ถือว่าแพ้ได้

ปัจจุบันนี้การเข้าถึงหมากรุกไทยแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปนวตกรรมใหม่ๆ ก็ทำให้เราไม่ต้องนัดแนะมาพบกันเพื่อเล่นหมากรุกอีกแล้ว หมากรุกไทยได้เข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์ สร้างมิติใหม่ของการเล่นเกมกระดานนี้ได้อย่างมีสีสัน มีเวปไซต์มากมายที่เปิดบริการให้เข้าไปเล่นหมากรุก มีการลงทะเบียนผู้ร่วมเล่น ใครที่สนใจก็สามารถหาคู่แข่งได้ง่าย บางคนอาจค้นพบเทคนิคที่น่าสนใจ และนำไปปรับใช้กับการเล่นของตนเองได้ เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เท่านั้น ก็ลดอุปสรรค และข้อจำกัดการเล่นหมากรุกไทยในอดีตไปเลย

แต่ความแตกต่างของการเล่นหมากรุกไทยบนกระดาน กับการเล่นออนไลน์นั้น ก็เป็นจุดน่าสนใจอย่างหนึ่ง เพราะเสน่ห์ของหมากรุกไทยบนกระดานจริงนั้น ให้อรรถรสที่ดีกว่ามาก การที่ได้เห็นปฏิกิริยาของคู่ต่อสู้ ทำให้สามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่า คู่แข่งกำลังเครียด กังวล คิดหนัก ผ่อนคลาย ได้ใจ หรือหากคู่ต่อสู่กำลังประมาทก็สามารถรู้ได้ในทันที อีกเสน่ห์คือ ‘เสียงโขก’ หรือเสียงการวางตัวหมากกระทบแผ่นกระดาน ก็ยังบ่งบอกได้ถึงความมั่นใจในการเล่น ยิ่งถ้ากำลังรุกฆาตได้ เสียงโขกที่วางหมากก็จะยิ่งดังชัดเจน สร้างความบันเทิง อีกทั้งยังถือเป็นศิลปะอีกอย่างที่ทำให้บอร์ดเกมนี้ น่าหลงใหลต่อทั้งผู้เล่น และผู้ที่ชมอยู่รอบข้าง

หมากรุกไทย ไม่ใช่แค่เกมที่เล่นไปวันๆ มีผลการวิเคราะห์มากมายที่แสดงให้เห็นว่า การเล่นหมากรุกไทยนั้นมีประโยชน์ ในด้านร่างกาย การที่ต้องนั่งท่าเดิมนานๆและขยับแค่แขนกับมือ ก็เรียกว่าเป็นการออกกำลังกายได้ ที่สำคัญคือการได้ออกกำลังสมอง แน่นอนว่าเกมนี้ใช้สมองเป็นหลัก การได้คิด พิจารณา และวางกลยุทธ์ตลอดการเล่น ช่วยให้สมองมีการพัฒนาที่ดี ยิ่งถ้าเด็กๆได้ฝึกสมองกับกิจกรรมนี้ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการเสริมสร้างทักษะกระบวนการคิด วิเคราะห์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถนำไปปรับใช้กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันได้

หมากรุกไทย

หมากรุกไทย ยังมีส่วนช่วยในแง่พัฒนาการทางด้านจิตใจและอารมณ์ด้วย ในเกมการแข่งขันอาจเจอทั้งปัญหาและอุปสรรค ที่นำมาซึ่งความน่าหงุดหงิด กังวลใจ แต่ผู้ที่จะสามารถข้ามผ่านปัจจัยเหล่านี้ไปสู่ชัยชนะได้ จะต้องรู้จักการควบคุมสติ เอาชนะใจตัวเองให้ได้เสียก่อน จึงจะมีศักยภาพพอในการควบคุมเกม ผู้ใหญ่หลายๆคน รวมทั้งเด็กที่สมาธิสั้น สามารถใช้การเล่นหมากรุกไทยเพื่อฝึกสมาธิให้ตัวเองได้ ซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีตามมาด้วย

เกมนี้ยังสร้างทักษะที่ดีในการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับผู้อื่น สมัยดีจะเห็นว่าเด็กเล็กๆ ก็เริ่มเล่นหมากรุกไทยเป็นมากขึ้นแล้ว เพราะผู้ปกครองเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมการมีปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง กฎกติกาที่มีจะสร้างความเป็นระเบียบวินัย การแข่งขันจะทำให้รู้จัก ‘แพ้’ ‘ชนะ’ และ ‘ให้อภัย’ ได้ดี นอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมสันทนาการ ให้ความสุข เพลิดเพลินยามได้พบเพื่อนฝูง แถมยังเป็นกีฬาที่ไม่แบ่งชนชั้น ทำให้ผู้คนได้พบเจอรู้จักและอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข

จะเห็นได้ว่า หมากรุกไทยนั้นเป็นตัวแทนของอารยธรรม แฝงไว้ด้วยคุณค่า และยังช่วยปลูกฝังค่านิยมที่ดีต่อตัวบุคคล เป็นเรื่องน่ายินดี ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีการจัดแข่งขันหมากรุกไทยอยู่เนื่องๆ ทั้งจากการสนับสนุนของภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงหน่วยย่อยเล็กๆอย่างคนในชุมชนเอง ทำให้เกมกระดานชนิดนี้ไม่ได้หายไปจากสังคมไทย ซ้ำยังเป็นที่สนใจต่อสากลโลกด้วย ในเมื่อไทยมีของดีขนาดนี้ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องช่วยกันสืบทอดให้คงอยู่ต่อไป และน่าจะมีการพัฒนาศิลปะหมากรุกไทยให้กว้างขวางขึ้นอีก

การเล่นหมากรุกไทย สะท้อนถึงตัวตนและการใช้ชีวิต มีคติธรรมมากมายเกี่ยวกับเกมกระดานนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะชี้ให้เห็นว่าชีวิตก็คล้ายกับการเดินหมาก ที่ต้องมีความรอบคอบ ในการคิดและวางแผน สิ่งที่จะเกิดเป็นผลลัพธ์ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำนั้น สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าชีวิตจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เหมือนกับการเดินหมากแล้วชนะหรือว่าแพ้ อย่างไรก็ต้องยอมรับความเป็นจริง แต่สิ่งสำคัญที่เราจะได้กลับไปเสมอ คือการได้เรียนรู้ ได้ฝึกฝนกายใจให้เข้มแข็ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ที่จะมาถึง

บทความต่อไป Mello

Recent Posts

เรื่องก่อนหน้า

กลิ่นกาสะลอง

เรื่องถัดไป

Mello

เมนู