Ford raptor

Ford-Raptor

Ford raptor 6 จุดเด่นของ ที่หาไม่ได้จากกระบะรุ่นไหนๆ

ford raptor เมื่อพูดถึงตลาดรถกระบะ หลายคนมักนึกถึงรถที่ถูกนำไปใช้งานเพื่อการพาณิชย์เป็นหลัก แต่แบรนด์อเมริกันอย่าง Ford ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ายังมีช่องว่างในตลาดกระบะเพื่อการใช้งานเชิงไลฟ์สไตล์ และกลายเป็นผู้บุกเบิกเซ็กเมนต์ใหม่นี้ได้เป็นผลสำเร็จ จนทำให้แบรนด์เจ้าตลาดต้องขยับตัวกันจ้าละหวั่น นั้นคือ Ranger Raptor

Ford Ranger Wildtrak เป็นหนึ่งในกระบะเพียงไม่กี่รุ่นที่ผู้ซื้อมักใช้ “อารมณ์มากกว่า “เหตุผล” แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยเป็นเจ้าของรถแบรนด์ฟอร์ดมาก่อนก็ตามที แต่ยังมีลูกค้าบางกลุ่มถวิลหา ความพิเศษมากขึ้นไปอีก ฟอร์ดจึงกลับไปซุ่มทำการบ้านอย่างหนัก จนได้มาเป็น ใหม่ ซึ่งเป็นกระบะที่เน้นเพื่อการออฟโรดในฉบับที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน และแม้แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีคู่แข่งรายไหนกล้าลงมาเล่นกับตลาดกลุ่มนี้เลยแม้แต่รายเดียว

ford raptor

1. เครื่องยนต์ดีเซล Bi-turbo 2.0 ลิตร

Raptor ถูกติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล Bi-turbo แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งใช้เทอร์โบแรงดันต่ำทำงานคู่กับเทอร์โบแรงดันสูง เพื่อรีดพละกำลังได้ในรอบเครื่องยนต์ที่กว้างกว่าเทอร์โบเดี่ยว และลูกสูบที่ใช้วัสดุอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา สามารถรีดกำลังสูงสุดได้ 213 แรงม้า (PS)

และแรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shifter

ถึงกระนั้น ก็อย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะให้อัตราเร่งจี๊ดจ๊าดปานรถสปอร์ตแท้ๆ ขนาดนั้นหรอกนะ เพราะล้อไซส์ยักษ์และน้ำหนักตัวกว่า 2 ตันครึ่ง ส่งผลให้มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ราว 11 วินาทีเท่านั้น

ford raptor

2. ช่วงล่าง Fox Racing ระบบกันสะเทือนของ Raptor ถูกพัฒนาเพื่อเน้นการขับขี่แบบ “ออฟโรดความเร็วสูง” จึงถูกบรรจงเซ็ตช่วงล่างมาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นโช้คอัพด้านหน้า Fox Racing Shox ขนาด 2.5 นิ้ว ที่มีระบบ Internal bypass ซึ่งระบบที่ว่านี้ถูกใช้ในการแข่งขันออฟโรดระดับโลกมาแล้วทั้งนั้น

ford raptor

3.โหมด BAJA นี้ไม่ได้มาเล่นๆ เนื่องจากมันได้แรงบันดาลใจมาจากการแข่งขัน BAJA 1000 ซึ่งเป็นหนึ่งในการรายการแข่งขันออฟโรดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ซึ่งฟอร์ดเองก็ได้ส่ง F-150 Raptor เข้าร่วมการแข่งขันนี้ด้วยเช่นกัน โหมด BAJA เป็น 1 ใน 6 โหมดของระบบ Terrain Management System ซึ่งทันทีที่เปิดโหมดดังกล่าว กล่องอีซียูจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมต่อการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูง

เช่นเดียวกับการแข่งขันแรลลี่กลางทะเลทราย ซึ่งจะจัดการทำงานของระบบ Traction control เพื่อให้ถ่ายทอดพละกำลังลงสู่พื้นได้อย่างต่อเนื่อง จากนั้นระบบเกียร์จะถูกปรับให้ค้างรอบเครื่องยนต์ไว้นานขึ้น และสามารถดาวน์ชิฟท์ได้อย่างรวดเร็วเมื่อต้องการพละกำลังอย่างฉับพลัน

ford raptor

4.ถูกพัฒนาโดย Ford Performance เป็นแผนกสำหรับพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงของฟอร์ดโดยเฉพาะ ซึ่งพวกเขามีประสบการณ์พัฒนารถยนต์มานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Focus RS, F-150 Raptor, Shelby GT350/GT500 หรือแม้กระทั่งซูเปอร์คาร์หนึ่งเดียวของค่ายอย่าง มันจึงเทียบเคียงได้กับแผนก M Power

fordraptor

5.ห้องโดยสารภายใน ภายในห้องโดยสารของ ถูกเสริมความพิเศษต่างไปจากรุ่น Wildtrak และรุ่นอื่นๆ ของตระกูล Ranger อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งหุ้ม Alcantara ที่ออกแบบให้กระชับร่างกายเป็นพิเศษ, พวงมาลัยพร้อม Centre mark สีแดงที่ช่วยให้คุณหมุนได้โดยไม่หลงทิศ, มาตรวัดที่ออกแบบมาสำหรับ Raptor

โดยเฉพาะ และแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shifter ทำจากวัสดุแมกนีเซียมที่ให้สัมผัสดีกว่าพลาสติกเป็นไหนๆ อุปกรณ์มาตรฐานของ Raptor ก็มีให้อย่างครบๆ อย่างที่ควรจะมี (แม้ว่าจะขัดกับภาพลักษณ์ที่พวกเขาพยายามทำให้ดูดิบๆ ไปเสียหน่อยก็เถอะ)

เช่น เบาะนั่งปรับไฟฟ้าคู่หน้า, ระบบอินโฟเทนเมนท์ SYNC 3 รองรับการใช้งานภาษาไทย พร้อมกล้องมองหลัง, ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB), ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane Keeping Assist)

fordraptor

6. สมรรถนะการขับขี่ออนโรด แม้ว่าการขับขี่แบบออฟโรดจะถูกพัฒนาเพื่อเน้นเป็นพิเศษ แต่การขับขี่ออนโรดก็ทำได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ ด้วยยางขนาดใหญ่ถึง 33 นิ้ว และระยะห่างระหว่างล้อที่กว้างเป็นพิเศษ จึงทำให้มันเป็นกระบะที่มีช่วงล่างยึดเกาะถนนที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยสัมผัสมา แต่ด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่สูงกว่าปกติ

ก็อย่าคาดหวัง ว่ามัน จะให้ ความรู้สึกเหมือน กับรถสปอร์ต แท้ๆ มากนัก เพราะมันยัง มีอาการ โคลงให้เห็น อยู่บ้างเล็ก น้อยเหมือนกัน ถึงกระนั้น ระบบเบรก แบบดิสก์ทั้ง 4 ล้อ ก็ช่วย ลดความเร็ว ลงได้อย่าง มั่นใจ อีกทั้ง ระบบตัดเสียง รบกวน ภายในห้องโดยสาร แบบแอคทีฟ ก็ช่วย ให้เสียงรบกวน อยู่ในระดับต่ำ อย่างน่า พอใจ แม้ว่า Ford Ranger Raptor จะถูกทำตลาด มาสักระยะหนึ่ง แล้ว แต่ปัจจุบัน ก็ยังไม่มีคู่ แข่งตรงมาชิงส่วนแบ่ง ทางการตลาด แต่อย่างใด ด้วยราคา จำหน่าย 1,699,000 บาท แลกกับความโดดเด่น ที่ยากจะหาใครเปรียบ แถมยังได้ครอบครอง ผลิตผลจากแผนก Ford Performance แท้ๆ อีกด้วย

บทความต่อไป แคปชั่นใหม่ๆ โดนๆ 2020

Recent Posts

เรื่องก่อนหน้า

เกมส์เล่น2คน

เมนู