Propaganda

Propaganda

Propaganda เป็นการสื่อสารที่ชักจุงทัศนคติของเรา

Propaganda คือ การโฆษณาชวนเชื่อ เป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่งที่มุ่งสร้างอิทธิพลต่อทัศนคติของชุมชนต่ออุดมการณ์
หรือมุมมองบางอย่างโดยการนำเสนอเหตุผลเพียงด้านเดียว การโฆษณาชวนเชื่อมักจะทำซ้ำและกระจายไปตามสื่อต่างๆ
เพื่อสร้างผลกระทบต่อทัศนคติของผู้ชม

ในทางตรงกันข้ามกับการให้ข้อมูลที่เป็นธรรมการโฆษณาชวนเชื่อในแง่พื้นฐานที่สุดการนำเสนอข้อมูลส่วนใหญ่
เพื่อสร้างอิทธิพลต่อผู้ชมการโฆษณาชวนเชื่อมักจะนำเสนอข้อเท็จจริงที่เลือกสรร เพื่อกระตุ้นการสังเคราะห์ที่เฉพาะเจาะจง หรือใช้ข้อความจำนวนมากเพื่อสร้างการตอบสนองทางอารมณ์และไม่มีเหตุผลต่อข้อมูลที่นำเสนอผลลัพธ์ที่คาดหวังคือการเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อหัวข้อ
ในกลุ่มเป้าหมายเพื่อส่งเสริมวาระทางการเมืองหรือศาสนาต่อไป
การโฆษณาชวนเชื่อยังสามารถใช้เป็นรูปแบบหนึ่งของสงครามทางการเมือง

แม้แต่คำว่าโฆษณาชวนเชื่อก็ดูเหมือนจะมีความหมายเชิงลบ (เช่นการโฆษณาชวนเชื่อของนาซีที่ใช้เพื่อพิสูจน์ความหายนะ) แต่ก็ใช้กับคำแนะนำด้านสาธารณสุขด้วย ป้ายส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลงประชามติหรือการเลือกตั้ง หรือข้อความกระตุ้นให้บุคคลแจ้ง
การกระทำความผิดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

Propaganda

ด้วยการใช้การโฆษณาชวนเชื่ออย่างชำนาญและยั่งยืนเราสามารถทำให้ผู้คนเห็นแม้กระทั่งสวรรค์เป็นนรกหรือชีวิตที่เลวร้ายอย่างยิ่งเป็นสวรรค์

“ด้วยความเชี่ยวชาญและการสนับสนุนในการโฆษณาชวนเชื่อมันสามารถทำให้คนเห็นสวรรค์เหมือนนรกหรือทำให้ชีวิตยุ่งยากเหมือนสวรรค์” (แปลไม่เก่งขออภัย)

หลักการโฆษณาชวนเชื่ออาจสรุปได้ 7 ข้อง่ายๆดังนี้

1. Ad Hominem: ผู้โจมตีสร้างศัตรูของบุคคลเป็นตัวการโจมตีหลักและประณามการโจมตีและสาปแช่งทั้งเรื่องส่วนตัวและ
ทุกคำพูดของบุคคล รวมถึงสร้างภาพให้ศัตรูที่ตั้งท่าโจมตีปีศาจ. เปรียบเทียบกับความชั่วร้ายในโลกทั้งใบทั้งในพระคัมภีร์ศาสนาและประวัติศาสตร์

2. อาการคลื่นไส้: พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก มีสำนวนไทยกล่าวไว้ว่า “น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังสึกกร่อน”

3. Big Lie: โกหกคำโต
คำโกหกเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจมีคนโกหกได้ง่าย แต่การโกหกครั้งใหญ่ที่จะถูกหลอกลวงแน่นอนว่าครอบคลุมเรื่องต่างๆมากมาย
ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งสิ่งที่รบกวนผู้ชม และเมื่อผู้คนพูดในสิ่งที่พวกเขาต้องการเชื่อพระองค์ก็พร้อมที่จะเชื่อโดยสุจริต
แม้ว่าการโกหกครั้งใหญ่ นั้นจะเป็นเท็จครึ่งหนึ่งจริงครึ่งหนึ่งหรือไม่แม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงเลย

4. การเรียกชื่อ: สร้างชื่อสร้างนามแฝงใช้เรียกสั้น ๆ และตีความหมายได้ง่ายตามความต้องการของคุณเอง หรือทำให้ภาพศัตรูเสียหายมันเป็นเทคนิคการโฆษณาชวนเชื่อ เช่น ฟักแม้วหน้าเหลี่ยมหมูชมพู่นอมินีเลี่ยมกะทิมะระเต้าแซ่ลิ้มโจรผ้าเหลือง

5. การเข้าใจผิดขาวดำ: ตรรกะผิด – ถูกเป็นการโฆษณาชวนเชื่อขาวดำ ภาพของการแบ่งแยกสิ่งที่ถูกและผิดจะต้องกำหนด
ให้ชัดเจนเป็นสีดำและสีขาว ใครก็ตามที่เข้าข้างฝ่ายธรรมะและใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วยจะถูกผลักไปสู่ฝ่ายอธรรม
เป็นฝ่ายที่ไม่ชอบธรรมทันทีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือคำพูดของจอร์จบุชจูเนียร์เมื่อเขาตัดสินใจบุกอิรัก:
“ถ้าคุณไม่อยู่ข้างอเมริกาคุณก็อยู่กับผู้ก่อการร้าย”

ในโลกสีเทาหม่นของความเป็นจริงเรามักจะแสวงหาคุณธรรมความถูกต้องหลักคำสอนทางจริยธรรมและศีลธรรม
เมื่อนักโฆษณาชวนเชื่อตั้งธงว่าจะเข้าร่วมอย่างถูกต้องชัดเจน จึงไม่แปลกที่จะหลงในสิ่งที่เขาพูดได้อย่างง่ายดายและอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เขา

6. ทำการโบกธงสิ่งสวยงามและบุคคลที่ยิ่งใหญ่อ้างอิง: ตามที่นักโฆษณาชวนเชื่อผู้ยิ่งใหญ่อ้างว่าตัวเองและความคิดของมันจะยิ่งใหญ่สูงส่งสูงส่งมีจริยธรรมด้วยคำพูดและสัญญาณ ใช้ข้อความที่ดูดีอ้างอิงสิ่งเหนือธรรมชาติหรือนามธรรมที่ผู้คนยอมรับในฐานะ เทพเจ้าและเทพีหมายถึงบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ศาสดาพยากรณ์ผู้ยิ่งใหญ่ เช่น พระพุทธเจ้ามหาตมะพระคริสต์มหาตมะคานธีอับราฮัมลินคอล์น
อ้างพระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆเป็นต้น

7. การบิดเบือนข้อมูลโดยสื่อมวลชน: ควบคุมและกำจัดข้อมูลผ่านสื่อมวลชน ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ไม่สามารถบอกความจริงทั้งหมดเลือก
เฉพาะข้อมูลหรือข่าวสารที่ดีสำหรับตัวคุณเอง ใช้การอ้างอิงนอกบริบทหรือนำคำที่ไม่เกี่ยวข้องมาเสริมแต่งเพื่อให้ดูดี ….
ยิ่งใช้สื่อสารมวลชนที่เข้าถึงคนหมู่มากก็ยิ่งบอกกันผ่านปากต่อปากและน่าเชื่อถือมากขึ้นหลายคนถูกถามให้ตอบคำถามเมื่อถามว่า“ ทีวีก็เป็นแบบนี้

การโฆษณาชวนเชื่อ แตกต่างและน่ากลัวกว่าการโฆษณาและชักจูงตามปกติ

* เพราะมันจะบิดเบือนตรรกะของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว.
* คุณจะเห็นว่าคนอื่นผิดทั้งหมด ในขณะที่เขาถูกเท่านั้น
* คุณจะไม่มองสิ่งที่อยู่เหนือความเชื่อของคุณด้วยซ้ำ
* คุณจะกล้าใช้คำหยาบคายด่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ ทั้งที่คุณไม่เคยมีนิสัยหยาบคายมาก่อน
* คุณพร้อมที่จะบริจาค อุทิศแรงกายและทรัพย์สินให้กับสิ่งที่คุณเชื่อ โดยไม่เหลือเพื่อตัวเองและครอบครัว
* และเมื่อคุณตระหนักได้สังคมของคุณก็จะเหลือ แต่คนที่เชื่อในโฆษณาชวนเชื่อเช่นคุณ

ประเทศไทยมี Propaganda ไหม?

แน่นอนจาก 7 คะแนนข้างต้น สามารถวิเคราะห์ได้ว่าทุกประเทศมีการโฆษณาชวนเชื่อทั้งสิ้น แต่ถ้าเช่นในสมัยจอมพลพิบูลสงครามที่มีคำขวัญ “เชื่อผู้นำชาติปลอดภัย” หรืออวดอ้างสรรพคุณผู้นำว่าเก่งและฉลาดทำเพื่อประชาชนหรือ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
ซึ่งถึงขนาดมีพระ (กิตติวุฑฺโฒภิกขุ) ออกมาพูดว่า “ผมจึงเห็นว่าควรทำคนไทยแม้จะเป็นชาวพุทธก็ควรทำ
แต่ก็ไม่ถือเป็นการฆาตกรรม เพราะผู้ใดทำลายชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบคือต้องตั้งใจเราไม่ฆ่าคน แต่ฆ่ามารซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน “

“ การฆ่าคนเพื่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ถือว่าได้บุญเหมือนฆ่าแกงปลาใส่พระ

โฆษณาชวนเชื่อในไทย

ในยุค 70 ประเทศไทยพบกับโศกนาฏกรรมที่สังคมเกลียดชังและห้ำหั่นกัน ฉันไม่ค่อยอยากพูดถึงมันเท่าไหร่ แต่นี่เป็นกรณีที่ดีมากในแง่ของการใช้สื่อในทางที่ไม่สร้างสรรค์ และหนึ่งคำที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้สื่อที่ไม่ได้ใช้งานคือ
คำนี้มีรากฐานมาจากงานเผยแผ่ศาสนาของคริสตจักรคาทอลิก มีที่มาจาก Congregatio de Fide (“Congregation for the Spreading of the Faith”) – 1622

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปคำนี้ก็ผุดขึ้นมาอีกครั้งในทางที่ไม่ดี และถูกนำมาใช้อย่างชัดเจนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ก่อตั้งองค์กร
ที่มีความเชื่อในลัทธินาซีหลายล้านคน ตามความหมายที่แปลเป็นภาษาไทยคือ ‘โฆษณาชวนเชื่อ’
ซึ่งใช้การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อกระชับศรัทธาหรือความกลัวโดยไม่ต้องตั้งคำถามใด ๆ
และเมื่อตั้งคำถามสังคมจะถูกชี้นำโดยง่ายโดยฝ่ายนิติบัญญัติ

Propaganda

ในประเทศไทยก็มีการโฆษณาชวนเชื่อในช่วงนั้นเช่นกัน เช่นเดียวกับวลียอดนิยม
‘ฉันเชื่อว่าผู้นำประเทศได้รับการปลดปล่อย’ จากผู้นำเช่นจอมพลพิบูลสงครามซึ่งไม่ได้อธิบายบริบทใด ๆ เพียงแค่เชื่อตามที่กล่าวไว้ก็เพียงพอแล้ว

Propaganda

อาจกล่าวได้ว่ายุคนั้นเป็นยุคที่ไม่มีเสรีภาพสื่อมวลชน เนื่องจากสื่อส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยทหารประชาชนที่ต้องต่อต้านหรือทำตัวเป็นน้ำ
เท่านั้นที่จะระเหยออกไป ไม่สามารถต่อสู้กับไฟได้
แต่หลังจากนั้นไม่นานในยุคที่สื่อมีเสรีภาพมากขึ้นในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคมมันเกิดมาพร้อมกับลักษณะของ
การโฆษณาชวนเชื่อ แต่ในรูปแบบของ
‘สื่อเลือกข้าง’ เช่นหนังสือพิมพ์บางฉบับวิจารณ์นักศึกษาว่าเป็นคอมมิวนิสต์
ทำให้ฝั่งที่ไม่ชอบให้นักเรียนทุนเดิมเกลียดพวกเขาโดยไม่รู้ตัว

อาจกล่าวได้ว่ายุคนั้นเป็นยุคที่ไม่มีเสรีภาพสื่อมวลชน เนื่องจากสื่อส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยทหารประชาชนที่ต้องต่อต้านหรือทำตัวเป็นน้ำเท่านั้นที่จะระเหยออกไป ไม่สามารถต่อสู้กับไฟได้ แต่หลังจากนั้นไม่นานในยุคที่สื่อมีเสรีภาพมากขึ้นในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์
6 ตุลาคมมันเกิดมาพร้อมกับลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อ แต่ในรูปแบบของ
‘สื่อเลือกข้าง’ เช่นหนังสือพิมพ์บางฉบับวิจารณ์นักศึกษาว่าเป็นคอมมิวนิสต์
ทำให้ฝั่งที่ไม่ชอบให้นักเรียนทุนเดิมเกลียดพวกเขาโดยไม่รู้ตัว

สิ่งหนึ่งที่ทำให้การโฆษณาชวนเชื่อได้ผลคือการเปิดเผยที่ไม่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
การเอาใจใส่ในการเลือกหรือการใช้การตัดสินใจด้วยเหตุผลบางประการ
อยู่ในระดับสูง

ในยุคปัจจุบันที่เสรีภาพสื่อเกือบจะสมบูรณ์ มีวิธีการสื่อสารมากมายเช่นโซเชียลมีเดียและยังมีลักษณะบางประการของการโฆษณาชวนเชื่อ เพียงแค่เปลี่ยนไปในหลาย ๆ ด้านเช่นไม่ได้มาจากสื่อใหญ่หรือหน่วยงานกำกับดูแลเหมือน แต่ก่อน แต่มาจากผู้มีอิทธิพลที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้รับ ซึ่งบางครั้งก็มาในรูปแบบของความคิดเห็นง่ายๆทวีตสั้น ๆ รวมถึงมีมและคำบรรยายที่เรากินเป็นประจำ

ฟังคุณอาจรู้สึกว่าเราทุกคนมีส่วนร่วมในความขัดแย้ง เพราะเราแบ่งปันสิ่งที่เราชอบสิ่งที่เราชอบสิ่งที่เราเชื่อหรือสิ่งที่เราคิดว่ามีเหตุผลและหลักฐานที่สมบูรณ์ ซึ่งแทบจะไม่ได้คิดก่อนที่จะจิ้มเข้าไปในหน้าจอ
และนั่นทำให้สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากนั่นก็คือ

Media Literacy / รู้เท่าทันสื่อ

หรือรับรู้สื่อก่อนที่จะหลงเชื่อหรือแพร่กระจายบางสิ่งเริ่มจากการทำความเข้าใจข้อมูลที่เป็นเท็จเช่นข่าวปลอมการโฆษณาในบทความการโฆษณาเกินจริง
หรือข้อมูลที่ใช้ในการปลุกระดมบางสิ่งต่อไปมันเป็นไปได้ที่จะแยกความแตกต่างระหว่าง ‘ข้อมูล’ และ ‘ทัศนคติ’ ในเนื้อความของสื่อ

การรู้เท่าทันสื่อยังเป็นจุดเด่นใน ‘ทักษะใหม่’ ของผู้คนในศตวรรษที่ 21 หลายประเทศได้จัดหลักสูตรนี้ขึ้นเพื่อต่อสู้กับข่าวปลอม ขีดเส้นใต้ว่าไม่ใช่วาระเร่งด่วนสำหรับวัยรุ่น แต่เป็นภูมิคุ้มกันที่ต้องฉีดให้กับชาวเน็ตทุกคน (ชาวเน็ต) – บทความ The Potential

จากนั้นเริ่มต้นง่ายๆโดยใช้การรู้เท่าทันสื่อในบทความนี้ มาวิเคราะห์สิ่งที่ฉันเขียน ‘ข้อมูล’ คืออะไรและ ‘ทัศนคติส่วนบุคคล’ คืออะไร
และหลังจากนี้คุณจะเลือกรับข้อความอะไรก็ได้ขึ้นอยู่กับคุณผู้อ่าน การรู้เท่าทันสื่อไม่ใช่เรื่องใหม่ คือการวิเคราะห์และแยกแยะ
ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่ออะไรซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะพูดว่า ‘อืมได้วิเคราะห์ดีแล้วโพสต์’ เพราะเราไม่ใช่คนที่ตามกระแส
ฉันเคยคิดอย่างนั้นจนกระทั่งฉันได้รู้จักกับคำว่า Echo Chamber ซึ่งทำให้ฉันเปลี่ยนความคิดได้มากมาย …
ตอนต่อไปของซีรีส์ฉันจะบอกคุณเกี่ยวกับด้านมืดของเทคโนโลยี แทนที่จะทำให้โลกของเรากว้างขึ้น แต่ทำให้โลกของเราแคบลง Echo Chamber และผลที่ตามมาของการลดลงของโลกไซเบอร์ที่ก่อให้เกิดกระแสการรับรู้ในอเมริกา

สรุปลักษณะร่วมกันของโฆษณาชวนเชื่อ

  • ทำให้หลงผิดใช้ภาษาที่สร้างอารมณ์ความรู้สึกควบคู่ไปกับหลักการมากกว่าการใช้เหตุผล
  • มีจุดมุ่งหมายเพื่อกำหนดเป้าหมายผู้ชมหรือคาราวานในลักษณะใด ๆ ที่ผู้สร้างโฆษณาข้ามเพศต้องการ
  • ทั้งข่าวจริงหรือข่าวปลอมถูกใช้เพื่อให้ข้อมูลการทำความสะอาดในลักษณะเดียวกับที่ขโมยอาจมีให้กับบุคคลต่างๆ
  • ใช้ประโยชน์จากการโจมตีของกระแสสังคมหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมสร้างอารมณ์รุนแรงเพื่อขับเคลื่อนกลิ่น
  • มีการนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชีวิตประจำวันเพื่อให้ดูมีความสำคัญไม่ว่าจะมองเห็นหรือไม่อยู่ในห้องปกติ
  • ผู้เชื่อที่มีความรู้เชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่าข้อมูลที่ได้รับนั้นถูกต้องและถูกต้องที่จะปฏิบัติตามหรือเชื่อ

Propaganda is a form of communication aimed at influencing a community’s attitude towards a certain ideology or view by presenting only one side of reasoning. Propaganda is often duplicated and distributed across multiple media to produce a selective effect on the audience’s attitude.

ติดต่อเรา

Recent Posts

เรื่องก่อนหน้า

ซอฟแวร์

เรื่องถัดไป

google japan

เมนู