Titanic

Titanic

Titanic ประวัติเรือ

Titanic นั้นถือเป็น Fleet ที่เลื่องชื่อว่า มีขนาดใหญ่มากที่สุด มั่นคงแข็งแรงมากที่สุดในโลก high ที่สุด In the age of originที่ 20 ทุกคนเชื่อว่าไทยทานอกเป็น “เรือที่ไม่มีวันจม” แต่เหตุการณ์กลับกลายเป็นตรงกันข้าม เพราะในการเดินเรือครั้งแรกของไททานิก เรือลำนี้ก็ได้ชนกับภูเขาน้ำแข็งจนถึงกับอับปางลงและมี ผู้เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมากกว่า 1,500 คน 

ก่อนจะมาเป็น Titanic

ก่อนหน้าที่จะถึงยุคการเดินทางด้วยเครื่องบินเหมือนในปัจจุบัน การเดินทางจากทวีปยุโรปไปยังสหรัฐอเมริกามีทางเดียวเท่านั้นคือ การเดินทางด้วยเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ดังนั้นกิจการเดินเรือจึงเป็นกิจการที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงในช่วงนั้น 

เจ. บรูซ อิสเมย์ 

ในปี ค.ศ. 1850 สายการ เดินเรือ White Star Line ได้ก่อตั้งขึ้นโดยให้มีเจ็ดจำนงค์เพื่อให้บริการเดินเรือข้าม Atlantic ocean ต่อมาได้เซ้งกิจการไป โดย ทอมัส อิสเมย์ (Thomas Ismay) และเซอร์เอ็ดเวิร์ด ฮาร์แลนด์ นักธุรกิจผู้มั่งคั่งชาวอังกฤษ ซึ่งต่อมาทอมัส อิสเมย์ได้ผลักดันลูกชายคนโตคือ เจ. บรูซ อิสเมย์ ให้เข้ามารับช่วงแทน 

ต่อมาในปี ค.ศ. 1902 กิจการของสายการเดินเรือไวต์สตาร์ได้ถูกซื้อไปอีกต่อหนึ่งโดยบริษัทของ เจ. พี. มอร์แกน ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน แต่ก็ยังคงใช้พนักงานและลูกเรือชาวอังกฤษโดยไม่เปลี่ยนแปลง รวมทั้ง เจ. บรูซ อิสเมย์ ก็ยังคงมีบทบาทอยู่ในสายการเดินเรือแห่งนี้โดยเป็นกรรมการผู้จัดการของสายการเดินเรือ 

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าในยุคนั้นเป็นยุคที่สายการเดินเรือมีการแข่งขันกันสูง สายการเดินเรือคิวนาร์ด (Cunard Liner) ซึ่งเป็นคู่แข่งมีเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่หรูหราอยู่ 2 ลำ ดังนั้นสายการเดินเรือไวต์สตาร์จึงคิดที่จะสร้างเรือเดินสมุทรให้ยิ่งใหญ่และหรูหรากว่าขึ้นมา 

โดยความคิดริเริ่มของ J. Bruce Ismay and partner Lord James Perry. หนึ่งของไวต์สตาร์ สายการเดินเรือแห่งนี้จึงเริ่มสร้างเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่แบบ 3 ใบเถาขึ้น โดยสร้างขึ้นก่อน 2 ลำในปี ค.ศ. 1908 นั่นคือเรือ fleet โอลิมปิก (Olimpic) และไททานิก (Titanic) หลังจากนั้นจึงจะสร้างลำที่ 3 ซึ่งตั้งชื่อไว้แล้วว่าไจแกนติก (Gigantic) แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริแทนนิก (Britannic) แทน 


เรือทั้ง 3 มีโครงสร้างเหมือนกันเกือบทั้งหมด รวมทั้งมีขนาดใกล้เคียงกันมาก โอลิมปิกและไททานิกถูกสร้างขึ้นก่อนที่อู่ต่อเรือในเมืองเบลฟาสต์ในไอร์แลนด์เหนืออันเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเรื่องการต่อเรือในยุคนั้น 

ไททานิก เรือเดินสมุทรสุดhigh

ในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 1911 พิธีปล่อยเรือถูกจัดขึ้นอย่างอลังการงานสร้างและมีผู้เข้าชมการเปิดตัวมากถึง1แสน คนThe Titanic was launched for the first time.ไททานิกที่ต่อเสร็จแล้วได้กลายเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็น best of the world ในตอนนั้น มีความยาว 268 เมตร กว้าง 28 เมตร และความสูงวัดจากท้องเรือถึงสะพานเดินเรือ

หลังจากใช้เวลาตกแต่งหลายเดือน ในที่สุด ไททานิกก็กลายเป็นเรือเดินสมุทรสุดหรูหรา ไททานิกมีระวาง 46,300 ตัน ใหญ่กว่าเรือโอลิมปิก 1,000 ตัน บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือได้เต็มที่ถึง 3,547 คน มีเครื่องยนต์ที่มีพลังแรงถึง 46,000 แรงม้า (Compared with passenger cars, the cylinder size of 2,000 cc. Has a power of about 130-140 horsepower.) ทุ่มทุนสร้างไปถึง 7.5 million dollars us และค่าตกแต่งอีก 2.5 million dollars us รวมเป็น 10 Millions dollars us ซึ่งถ้าคิดเทียบเป็นค่าของเงินในปัจจุบันจะเป็นมูลค่าถึง 400 ล้านดอลลาร์ (ราวสองหมื่นล้านบาท) ทีเดียว 

ไททานิกมีห้องชุด (suite) ระดับวีไอพีซึ่งมีดาดฟ้าชมทิวทัศน์ส่วนตัวถึง 2 ห้อง ค่าโดยสารชั้นวีไอพีนี้มีราคาสูงถึง 4,350 ดอลลาร์ (เที่ยวเดียว ที่จริงในสมัยนั้นคิดเป็นเงินปอนด์ แต่แปลงค่าเป็นเงินดอลลาร์อเมริกันเพราะให้สะดวกในการนึกเปรียบเทียบ) คิดเป็นมูลค่าเงินในปัจจุบันก็ตกราว 50,000 ดอลลาร์หรือราว 250,000 บาท มีห้องชั้นหนึ่ง 67 ห้อง ราคา 150 ดอลลาร์ (ปัจจุบันราคาตกอยู่ 1,725 dollar ) ภายในห้องโดยสาร 67 ห้องนี้มีการตกแต่งในสไตล์ต่าง ๆ กัน อาทิ อิตาลี แบบหลุยส์ ฯลฯ แถมบางห้องยังมีเตาผิงอีกด้วย 

ออกเดินทาง ( เที่ยวสุดท้าย) 

On the morning of travel According to sailing rules Boat staff are required to practice the use of lifeboats in the event of an emergency. The morning practice was performed only as a ceremony ดังนั้นจึงมีลูกเรือมาฝึกซ้อมเพียงไม่กี่นาย แต่เดิมไททานิกถูกออกแบบมาให้มีเรือชูชีพ 32 ลำ แต่ต่อมาถูกตัดออกเหลือเพียง 20 ลำซึ่งจุผู้โดยสารรวมกันได้เพียง 1,178 คนเท่านั้น เนื่องจากเห็นว่าเกะกะ อีกทั้งเห็นว่าจำนวนเพียงเท่านี้ก็เหลือเฟือแล้วตามกฎหมายการเดินเรือในยุคนั้นที่กำหนดจำนวนเรือชูชีพตามน้ำหนักเรือเป็นเกณฑ์โดยไม่คำนึงถึงจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งในกรณีของไททานิก เรือชูชีพเพียงแค่ 962 ที่ก็เป็นการเพียงพอแล้วตามกฎหมาย 

ครั้นเวลาเที่ยง เรือไททานิกก็ออกเดินทางจากท่าเรือเซาแทมป์ตัน เมื่อเรือเริ่มออกจากท่าก็หวุดหวิดจะเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากในช่วงนั้นเป็นช่วงที่พนักงานเหมืองถ่านหินทำการประท้วงและนัดหยุดงาน ส่งผลให้เรือหลายลำต้องจอดแช่อยู่ที่ท่าเรือเนื่องจากไม่มีถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทาง แต่เนื่องจากไวต์สตาร์เป็นสายการเดินเรือใหญ่ จึงมีถ่านหินตุนอยู่บ้างทำให้ไททานิกสามารถออกเดินทางได้ 

จากการที่ท่าเรือค่อนข้างคับคั่ง เมื่อไททานิกอันเป็นเรือขนาดใหญ่มหึมาออกจากท่า ผลจากการเคลื่อนตัวของเรือทำให้น้ำกระเพื่อมและเกิดแรงดูดอันมหาศาลดึงเรือที่อยู่ใกล้เคียงเข้าหาเรือไททานิก เรือ นิวยอร์ก ถูกกระแสน้ำดูดจนเกือบชนเรือไททานิกโดยห่างเพียงหนึ่งเมตรกว่าๆเท่านั้นเอง โชคดีที่เบนเรือออกทัน อุบัติเหตุในครั้งนี้ก็เป็นสาเหตุเดียวกับที่เรือโอลิมปิกเกิดอุบัติเหตุชนกันจนต้องซ่อมใหญ่ก่อนหน้านี้นั่นเอง 

บทสัมภาษณ์จากลูกเรือ

When leaving the port of Southampton The Titanic heads to the French city of Cherbourg as a stop to pick up passengers.

April 11 The Titanic stops at the harbor town of Queenstown in Ireland, and at 1:30 PM the Titanic pulls anchor and heads for the United States. But who knows, the anchoring was the last and that the Titanic would never return.

12 – 13 April The sea is calm and the weather is clear. The journey went smoothly. The passengers on the ship enjoyed this luxurious journey.

April 14 as originally scheduled On Sunday morning the 14th, there will be a drills in the use of a lifeboat with passengers participating in the drill. But the training has been canceled.

Even in those days when there was a telephone system But voice contact between the ship or between the ship and the land is not yet possible. The existing system at the time was a radio telegraph, which was a radio transmission of Morse code. In each ship, there is a radio-telegraph room with a dedicated operator to send and receive messages, as they must know Morse code.

ห้องส่งวิทยุโทรเลขบนเรือเดินสมุทรในยุคนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อบริการแก่ผู้โดยสาร เป็นหลัก เพราะการเดินทางโดยทางเรือนั้นต้องใช้เวลานาน จากหลายวันถึงเป็นเดือน ดังนั้นการติดต่อกับผู้ที่อยู่บนบกจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้โดยสาร ส่วนการใช้เพื่อประโยชน์ในการเดินเรือนั้นเป็นวัตถุประสงค์รอง 

ในเรือไททานิกนี้ก็เช่นกัน ห้องวิทยุโทรเลขมีไว้เพื่อบริการผู้โดยสารเป็นหลัก เจ้าหน้าที่วิทยุโทรเลขนี้ไม่ใช่พนักงานประจำเรือ แต่เป็นพนักงานของบริษัทมาร์โคนีซึ่งเป็นต้นตำรับในการสื่อสารด้วยวิทยุโทรเลข แม้แต่ใบโทรเลขในยุคนั้นที่จริงก็ไม่ได้เรียกว่า โทรเลข (telegram) แต่เรียกว่า มาร์โคนีแกรม (marconigram) อัตราค่าส่งวิทยุโทรเลขบนเรือไททานิกคิดเป็นเงิน 3.12 ดอลลาร์หรือเทียบเท่ากับ 36 ดอลลาร์ในสมัยนี้ซึ่งนับว่าสูงเอาการ 

เนื่องจากไททานิกเป็นเรือขนาดใหญ่ จุผู้โดยสารได้มาก ดังนั้นปริมาณการใช้บริการส่งวิทยุโทรเลขก็ต้องมากเป็นธรรมดา พนักงานรับส่งวิทยุโทรเลขจึงต้องทำงานค่อนข้างหนัก เมื่อว่างเว้นจากงานบริการผู้โดยสารแล้วจึงค่อยมาสะสางเรื่องการติดต่อเพื่อการเดินเรือ อีกทั้งในสมัยนั้นยังไม่มีขั้นตอนการนำส่งข้อความแก่กัปตันเรืออย่างเป็นระบบ ดังนั้นจึงไม่มีหลักประกันแต่อย่างใดว่าข่าวสารจะถึงมือกัปตันหรือไม่ หรือถึงช้าเร็วเพียงใด 

เช้าวันที่ 14 เมษายน กัปตันสมิทสั่งเดินเครื่องเรือไททานิกเต็มที่ สำหรับสาเหตุของการเร่งเครื่องครั้งนี้มีผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่าเป็นไปตามความต้องการของอิสเมย์ ผู้จัดการไวต์สตาร์ ที่ต้องการทำเวลาเพื่อให้ไปถึงนิวยอร์กก่อนกำหนดและเพื่อเป็นการลบสถิติที่เรือโอลิมปิกซึ่งเป็นเรือพี่ในชุด 3 ใบเถานี้เคยทำไว้ ไททานิกจึงแล่นด้วยความเร็วถึง 22.5 นอต (1 นอตคือ 1 ไมล์ทะเลต่อชั่วโมง, 1 ไมล์ทะเลหรือ nautical mile นี้เท่ากับ 1.85 กิโลเมตร) ซึ่งเกือบถึงความเร็วสูงสุดของเรือ (23 นอต) 

และในวันเดียวกันนี้เอง ไททานิกได้รับวิทยุโทรเลขเตือนเรื่องภูเขาน้ำแข็งในเส้นทางเดินเรือถึง 7 ครั้ง (เอกสารบางแหล่งระบุว่า 6 ครั้ง) จากเรือเดินสมุทรในสายแอตแลนติกเหนือ อาทิ จากเรือแคโรเนีย บอลติก อเมริกา แคลิฟอร์เนียน และเมซาบา ฯลฯ และที่ร้ายก็คือ เมื่อเวลา 21.45 น. ไททานิกได้รับวิทยุโทรเลขเตือนว่ามีภูเขาน้ำแข็งและน้ำแข็งกระจัดกระจายอยู่ในเส้นทางข้างหน้า แต่พนักงานวิทยุโทรเลขไม่ได้ส่งข้อความนั้นให้แก่กัปตันหรือเจ้าหน้าที่เรือคนใดเลย ทั้งนี้ เพราะมัวยุ่งอยู่กับการส่งวิทยุโทรเลขให้แก่ผู้โดยสารในเรือนั่นเอง 

นาทีมรณะ ของ ไททานิค

เวลา 22.50 น. ทะเลสงบไร้ระลอก มหาสมุทรเงียบสงัด คงมีแต่เสียงหัวเรือแหวกน้ำทะเล เรือเดินสมุทรแคลิฟอร์เนียนซึ่งอยู่ไม่ไกลนักได้ส่งข่าวเตือนภัยแก่ไททานิกว่าเรือแคลิฟอร์เนียนต้องหยุดเรือไม่สามารถเดินทางต่อไปได้เพราะถูกห้อมล้อมไปด้วยน้ำแข็ง 

เวลา 23.40 น. เจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ 2 คนที่อยู่บนเสากระโดงเรือมองเห็นภูเขาน้ำแข็งในระยะกระชั้นชิด คืออยู่ห่างออกไปราว 450 เมตร และส่งสัญญาณเตือนภัย ควรทราบไว้ด้วยว่าเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์นั้นเป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญมาก ตามปกติต้องว่าจ้างผู้ที่มีความชำนาญเป็นพิเศษมาทำหน้าที่ ไม่ใช่ลูกเรือทั่วไปก็สามารถทำได้ และอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือกล้องส่องทางไกล แต่ในการเดินทางของไททานิกเที่ยวนี้เจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ไม่มีกล้องส่องทางไกลเพราะหากล้องไม่พบเนื่องจากมีการย้ายที่เก็บ รวมทั้งก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์คนหนึ่งได้เปรยขึ้นมาว่าได้กลิ่นน้ำแข็งที่โชยมาจากภูเขาน้ำแข็ง แต่เนื่องจากไม่มีกล้องส่องทางไกลจึงยังไม่เห็นสิ่งใด 

วิลเลียม เมอร์ด็อก ซึ่งอยู่เวรในขณะนั้นสั่งให้หยุดเรือ เดินเครื่องถอยหลัง และเบนเรือไปทางซ้าย แต่ทุกอย่างสายไปเสียแล้ว เพราะภายในเวลาประมาณ 40 วินาทีเท่านั้นไททานิกที่แล่นด้วยความเร็วสูงก็พุ่งเข้าชนภูเขาน้ำแข็งทางกราบขวา

Titanic

 

Thomas Andrews 

เวลา 11.50 น. กัปตันสมิทได้เชิญทอมัส แอนดรูวส์ วิศวกรผู้ออกแบบเรือไททานิกให้ช่วยประเมินความเสียหายของท้องเรือ หลังจากที่แอนดรูวส์ได้สำรวจท้องเรือแล้วแจ้งให้ทราบว่าเรือไททานิกมีห้องผนึกน้ำ (watertight compartment เป็นปริมาตรในท้องเรือที่ถูกแบ่งซอยออกเป็นห้องๆโดยมีประตูกั้นน้ำไว้ ทั้งนี้เพื่อว่าเมื่อเรือรั่วจะได้ท่วมเฉพาะห้องผนึกน้ำเพียงห้องใดห้องหนึ่ง ไม่ท่วมไปทั้งลำเรือ ทำให้เรือไม่จม) 16 ห้อง หากน้ำรั่วเข้าเรือเพียง 4 ห้องก็ยังสามารถลอยเรืออยู่ได้ แต่ขณะนี้มีน้ำรั่วเข้ามาถึง 5 ห้องแล้ว แอนดรูวส์ประเมินว่าเรือทั้งลำจะจมลงภายในเวลา 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น 

เที่ยงคืน กัปตันสมิทสั่งเจ้าหน้าที่วิทยุโทรเลขให้ส่งสัญญาณซีคิวดี (CQD เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ สัญญาณขอความช่วยเหลือที่ใช้ในสมัยนั้นมี 2 สัญญาณ คือ CQD และ SOS) และยิงพลุขอความช่วยเหลือ รวมทั้งสั่งให้ลูกเรือเตรียมเรือชูชีพให้พร้อม 

15 เมษายน เวลา 00.25 น. ผู้โดยสารในเรือเกิดความโกลาหลวุ่นวายเพราะไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น กัปตันสมิทสั่งให้ลูกเรือเริ่มพาผู้โดยสารลงเรือชูชีพ กัปตันสมิททราบดีว่าเรือชูชีพที่มีอยู่ไม่สามารถช่วยผู้โดยสารทั้งหมดได้ จึงได้สั่งให้จัดสตรีและเด็กลงเรือก่อน ในขณะเดียวกัน เรือคาร์เพเทียของสายการเดินเรือคิวนาร์ดอันเป็นคู่แข่งของไวต์สตาร์และอยู่ห่างจากไททานิกออกไป 93 กิโลเมตรก็ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือและรีบมุ่งหน้ามาช่วยด้วยความเร็วเต็มพิกัด 

ยิ่งนาน เรือก็ยิ่งจมลงต่ำ ความโกลาหลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ทุกคนต่างก็ทะลักมาอยู่ที่ดาดฟ้าเรือเพื่อแย่งกันลงเรือชูชีพ เจ้าหน้าที่จึงปิดกั้นทางเดินของผู้โดยสารชั้น 3 ไว้ไม่ให้ขึ้นมาที่ดาดฟ้าเรือเพื่อลดความวุ่นวายบนดาดฟ้าเรือ รวมทั้งมีการใช้อาวุธปืนยิงผู้โดยสารเพื่อควบคุมสถานการณ์ด้วย 

เพราะว่าขาดการฝึกซ้อมเหตุฉุกเฉิน เหล่าลูกเรือจึงจัดผู้โดยสารขึ้นเรือชูชีพได้ไม่เร็วนัก อีกทั้งด้วยความไม่มั่นใจในความแข็งแรงของเสาเดวิต (davit เสาที่ห้อยเรือชูชีพไว้ เสานี้จะมีรอกเพื่อหย่อนเรือลงน้ำด้วย) จึงบรรทุกผู้โดยสารไม่เต็มลำเรือ เรือชูชีพลำแรกที่ถูกปล่อยลงทะเลมีผู้โดยสารเพียง 28 คนเท่านั้นจากที่บรรทุกได้เต็มที่ 65 คน! และนี่เองเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีผู้รอดตายน้อยกว่าที่ควรจะเป็น 

สถานการณ์วิกฤตยิ่งขึ้นเรื่อยๆในขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามเร่งช่วยสตรีและเด็กลงเรือชูชีพ ส่วนพนักงานวิทยุโทรเลขก็พยายามส่งสัญญาณขอความช่วยเหลืออย่างไม่หยุดหย่อน ภาพชีวิตบนเรือไททานิกในขณะนั้นมีหลากหลาย มีทั้งดิ้นรน ทั้งสิ้นหวัง ระคนกันไป แม้มีเงินมากมายเท่าใดก็ไม่อาจช่วยให้ตนรอดชีวิตได้ เมื่อถึงคราวคับขัน แต่ละคนก็แสดงธาตุแท้ของตนออกมา พวกผู้ชายที่คุมสติได้ก็พยายามยิ้มรับความตายอย่างอาจหาญ บางคนกลับไปแต่งชุดใหญ่เต็มยศเพื่อรอรับความตาย บางคนก็ไปนั่งถีบจักรยานอยู่กับที่ในห้องออกกำลังกายฆ่าเวลา สตรีบางคนปฏิเสธที่จะไปกับเรือชูชีพเพราะต้องการร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสามีในยามวิกฤตของชีวิต ในขณะที่ชายบางคนกลับเอาผ้ามาคลุมศีรษะเพื่อพรางตัวเป็นสตรีและลงไปในเรือชูชีพเพื่อเอาตัวรอด 

เหล่านักดนตรีได้แสดงสปิริตอย่างน่าชื่นชม พวกเขาพยายามเล่นดนตรีเพื่อผ่อนคลายความตื่นตระหนกของคนบนเรือตลอดเวลา เมื่อห้องโถงด้านหัวเรือจมต่ำลงก็ย้ายไปเล่นที่ดาดฟ้าด้านท้ายเรือ และบรรเลงไปจนนาทีสุดท้ายของชีวิต 

เวลา 2.05 น. เรือชูชีพลำสุดท้ายจากไททานิกไป ขณะนั้นด้านหัวเรือจมไปหมดแล้ว คนที่ยังอยู่บนเรือพากันมาชุมนุมที่ดาดฟ้าตอนท้ายเรือ 

เวลา 2.18 น. มีเสียงดังกึกก้องกัมปนาทจากบนเรือ ไฟบนเรือดับทั้งหมด จากนั้นไม่นานไททานิกก็จมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกท่ามกลางคืนอันหนาวเหน็บและมืดมิด คงเหลือไว้เพียงเรือชูชีพที่บรรทุกสตรีและเด็กและร่างที่ลอยคออยู่ในมหาสมุทรเป็นจำนวนมาก ผู้ที่ลอยคออยู่ในมหาสมุทรแม้จะมีเสื้อชูชีพแต่ก็เสียชีวิตเกือบทั้งหมดเนื่องจากความหนาวเย็นของน้ำทะเล ส่วนกัปตันสมิทเชื่อว่าเสียชีวิตไปพร้อมกับเรือไททานิก 

ผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นบางคนเล่าว่าขณะที่ตนอยู่ในเรือชูชีพได้เห็นเรือลึกลับลำหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในระยะไกล แต่ก็ไม่มาช่วย รวมทั้งบางคนยังเล่าว่าเห็นเรือไททานิกหักออกเป็น 2 ท่อนโดยส่วนหัวจมลงไปก่อน หลังจากนั้นท่อนท้ายที่ถูกยกขึ้นมาก็หักกลาง จากนั้นท่อนท้ายเรือก็จมตามลงไป 

เวลา 3.30 น. เรือคาร์เพเทียมาถึงที่เกิดเหตุหลังจากที่ไททานิกจมไปกว่าหนึ่งชั่วโมง คาร์เพเทียใช้เวลาอยู่ ณ ที่เกิดเหตุจนถึง เวลา 8.50 น. จึงออกเดินทางมุ่งสู่นิวยอร์ก โดยช่วยผู้ที่รอดชีวิตจากเรือมรณะมาได้ 705 คน 

18 เมษายน เวลาประมาณ 9.00 น. เรือคาร์เพเทียก็ได้มาถึงเมืองนิวยอร์ก มีผู้ที่มารอที่ท่าเรือถึงหนึ่งแสนคนเพื่อรอรับฟังข่าวภัยพิบัติทางเรือครั้งร้ายแรงนี้ 

หลังจากนั้นทั้งฝ่ายสหรัฐอเมริกาและอังกฤษต่างก็พยายามสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติภัยในครั้งนี้ รวมทั้งสรุปยอดผู้เสียชีวิต ซึ่งทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าในคืนที่เกิดเหตุ เรือแคลิฟอร์เนียนอยู่ใกล้ไททานิกยิ่งกว่าเรือคาร์เพเทียเสียอีก แต่เหตุที่เรือแคลิฟอร์เนียนไม่ได้มาช่วยเหลือเพราะพนักงานวิทยุโทรเลขหลับจึงไม่ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือ 

ยังมีปริศนาอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้รับความกระจ่าง เป็นต้นว่า เรือลึกลับ ที่มีผู้รอดชีวิตเห็นในช่วงเวลาที่ไททานิกกำลังอับปางนั้นคือเรือลำใดแน่ บ้างก็เชื่อว่าเป็นเรือแคลิฟอร์เนียน แต่บ้างก็คิดว่าอาจไม่ใช่เพราะหลักฐานเท่าที่สอบสวนได้ยังไม่เพียงพอที่จะชี้ชัดลงไปเช่นนั้นรวมทั้งเรื่องที่ว่าไททานิกอับปางในลักษณะใดกันแน่ จากคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตที่ว่าไททานิกหักเป็น 2 ท่อนนั้น ผู้เชี่ยวชาญในสมัยนั้นรวมทั้งคนทั่วไปไม่ค่อยให้ความเชื่อถือนัก คิดว่าผู้เล่าเห็นเหตุการณ์ไม่ชัดและเล่าผิดพลาดมากกว่า ส่วนใหญ่คงเชื่อว่าเรือไททานิกจมลงไปทั้งลำ 

ผลจากการที่พนักงานวิทยุโทรเลขของเรือแคลิฟอร์เนียนหลับ เป็นเหตุให้ไม่สามารถไปช่วยไททานิกได้ทัน ทำให้ต่อมามีการเพิ่มเติมกฎเกี่ยวกับการเดินเรือขึ้นมา นั่นคือเรือทุกลำต้องมีพนักงานวิทยุอยู่ประจำหน้าที่ตลอดเวลา และในปี ค.ศ. 1913 หน่วยเรือลาดตระเวนสำรวจภูเขาน้ำแข็งก็ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อสำรวจเส้นทางและแจ้งเตือนเกี่ยวกับภูเขาน้ำแข็งในเส้นทางเดินเรือสายแอตแลนติกเหนือ 

 

Molly Brown 

นางมอลลี บราวน์ (เป็นผู้ที่ให้แจ็กยืมชุดใหญ่ใส่เพื่อไปงานเลี้ยงอาหารในภาพยนตร์) ซึ่งเป็นพวกเศรษฐีใหม่ที่เดินทางไปกับเรือไททานิก เมื่ออยู่ในเรือ ชูชีพนางบราวน์ได้แสดงความเข้มแข็งและกล้าหาญ ในสภาพที่ทุกคนหมดเรี่ยวแรง เธอได้แสดงบทบาทผู้นำโดยให้สั่งคนในเรือช่วยกันพายเรือมุ่งไปยังเรือคาร์เพเทีย และพยายามช่วยคนที่ตกน้ำ หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ชีวิตของนางบราวน์ก็รุ่งเรืองขึ้น จากเดิมที่สังคมชั้นสูงในเมืองเดนเวอร์ไม่ยอมรับเธอ แต่จากวีกรรมอันกล้าหาญทำให้เธอก้าวไปไกลถึงขนาดได้รับเสนอการชื่อให้เข้าชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกทีเดียว รวมทั้งยังมีผู้นำเรื่องราวของเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่อย่างไรก็ดี ในบั้นปลายของชีวิต เธอก็เปลี่ยนไปกลายเป็นคนที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว 

เจ้าหน้าที่ของเรือไททานิกที่รอดชีวิตไม่มีใครเลยสักคนเดียวที่สามารถก้าวไปถึงตำแหน่งกัปตันเรือ 

And in early 1997, Mrs. Edith Heisman, the oldest survivor of the Titanic, died. She was in the Titanic at the age of 15 and died at the age of 100.

บทความต่อไป อาชีพเสริม

Recent Posts

เรื่องก่อนหน้า

อาชีพเสริม

เรื่องถัดไป

เมล

เมนู